เมื่อประมาณปีที่แล้วทาง ViewSonic ได้เปิดตัวสมาร์ทโปรเจคเตอร์ขนาดเล็กพกพาง่าย ชื่อรุ่นว่า ViewSonic M2 ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นโปรเจคเตอร์ขนาดเล็กที่มีความละเอียดสูงถึง FULL HD และมีลำโพงในตัว Harman Kardon ซึ่งให้เสียงที่ไพเราะและทรงพลัง ให้ความสว่างที่สูงกว่าโปรเจคเตอร์แบบ Portable ทั่วไป โดยให้มาถึง 1,200 Lumens และมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบ มี OS ในตัว เสมือนเราใช้กล่อง Android TV แต่มาถึงวันนี้แล้วก็ถึงว่านานพอสมควร ดังนั้นเราจะไม่มาพูดถึงรายละเอียดเชิงลึกกันนะคะว่ามันวิเศษยังไง แต่สิ่งี่เราจะมาพูดถึงกันในวันนี้คือ เมื่อประมาณกลางปีที่ผ่านมาทาง ViewSonic ได้เปิดตัวโปรเจคเตอร์แบบพกพารุ่นใหม่ที่ชื่อว่า ViewSonic M2e ซึ่งสินค้ารุ่นนี้เพิ่งจะเข้ามาถึงในไทยในปลายเดือนที่ผ่านมานี้เอง ดูจากชื่อรุ่น และดูจากตัวเครื่องเผินๆ หน้าตาเหมือนกันกับรุ่น M2 เลย ต่างกันแค่สีบนฝาหลังของตัวเครื่อง และดูจากสเปคภาพรวม ฟีเจอร์ยังเหมือนๆกันอีกต่างหาก และสำหรับรุ่น M2 ทาง ViewSonic ก็กำลังจะประกาศตกรุ่นไปซะแล้ว ดังนั้นการจะออกรุ่นมาใหม่มันต้องมีอะไรที่พัฒนามาจากตัวเดิมบ้าง ดังนั้นเราจะมาสรุปคร่าวๆเลยว่ารุ่น M2e มีสเปคและฟีเจอร์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

1. เรื่องความสว่าง

อันดับแรก ยอมรับเลยตัว ViewSonic M2 มี ความสว่างมากกว่า Viewsonic M2e เล็กน้อย ซึ่งรุ่น M2 มีความสว่างอยู่ที่ 1,200 Lumens ส่วนรุ่น M2e ความสว่างอยู่ที่ 1,000 Lumens แต่ถึงแม้ว่าตัว M2 จะมีความสว่างมากกว่า แต่ที่น่าประหลาดใจคือมีการประหยัดพลังงานมากกว่า M2e ที่มีความสว่างน้อยกว่าอยู่เล็กน้อย

2. Dimensions

ทั้งสองตัวมีขนาดต่างกันซึ่งรุ่น M2มีขนาดใหญ่กว่าตัว M2E ถึง 1.6 นิ้ว และน้ำหนักตัว M2 จะอยู่ที่ 1.3 กิโลกรัม ส่วน M2E จะมีขนาดอยู่ที่ 0.99 กิโลกรัม เท่านั้นพกพาง่ายกว่าการแสดงภาพได้ระยะที่เท่ากัน

3. Bluetooth

เมื่อพูดถึง Bluetooth ถ้าเป็น M2 นั้นจะมีแค่เพียง Bluetooth in put เท่านั้น ซึ่งคือการส่งสัญาณเสียงเข้ากับโปรเจคเตอร์ ส่วน M2e นั้นมีทั้ง 2 แบบ ได้ทั้ง in และ out ซึ่งมันสามารถขยายลำโพงกับอุปกรณ์อื่นที่รองรับ Bluetooth หรือ หูฟัง Bluetooth ก็ได้

4. Wireless

รุ่นก่อนอย่าง ViewSonic M2 รุ่นนี้ จะใช้เป็น Wireless Dongle ซึ่งเวลาเดินทางไปไหนมาไหนเราจำเป็นต้องพกพาติดไปด้วย ซึ่งเจ้ารุ่นใหม่อย่าง M2e เป็น Wireless Built in ในตัวเลย ซึ่งใช้งานได้สะดวกง่ายดายเหมือนกับรุ่นน้องอย่าง M1 Plus

5. ปรับปรุงภาพให้ดีขึ้น

ด้วยเทคโนโลยี Super Color และมีการปรับปรุงภาพให้ดูกว้างขึ้น อีกทั้งแก้ไขระบบออโต้โฟกัส จากรุ่นก่อนๆซึ่งมีความเร็วในการโฟกัสไม่ถึง 3 วินาที อีกทั้งและยังรองรับ HDR10 ซึ่งรุ่นก่อนอย่าง M2 ไม่ได้มีบอกไว้ในสเปค และยังมีค่า contrast สูงถึง 3,000,000:1 ด้วย

6. มีการตัดฟังก์ชั่นการใช้งานคำสั่งเสียง

อย่าง Amazon Alexa , Google Assistant ที่มีอยู่ในรุ่นก่อนอย่าง M2 ซึ่งทาง ViewSonic เองคงคิดว่ายังไม่จำเป็นมากนัก เพราะผู้ใช้งานส่วนใหญ่มักใช้รีโมทเป็นหลัก

และนี่คือความแตกต่างหลักๆที่พอสรุปได้จากทั้ง 2 รุ่นนี้ ในแง่มุมมองส่วนตัวคิดว่า ความคุ้มค่าน่าจะเป็นตัวรุ่น M2 มากกว่า หากไม่ติดว่าเครื่องมีขนาดที่ใหญ่กว่า หรือหากท่านใดที่เคยซื้อ M2 ไปก่อนหน้านี้ก็ไม่ต้องเสียดายเลยค่ะ จัดว่าคุ้มค่ามากแล้วในแง่ของการใช้งานทั่วไป และหากลูกค้าท่านใดสนใจสามารถเข้ามาชมและสอบถามสินค้าได้จากทางร้านโปรเจคเตอร์ 108 ได้เลยนะคะ สินค้ามีพร้อมจำหน่ายค่ะ

By Boat 108 (Raksapong)

ใส่ความเห็น