
เมื่อวานที่ 21 มีนาคม 2024 ทางกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ หรือ Departtment of Justice (DOJ) พร้อมด้วยอัยการ 15 รัฐ และวอชิงตัน ดี.ซี. ยื่นฟ้องร่วมกันต่อบริษัท Apple ที่ศาลกลางของรัฐนิวเจอร์ซีย์ ด้วยข้อหาผูกขาดทางการค้าในตลาดสมาร์ทโฟนด้วยเทคนิคและวิธีการกีดกันต่างๆ ซึ่งส่งผลเสียต่อทั้งผู้บริโภคและนักพัฒนา โดยทาง Merrick B. Garland อัยการสูงสูงของสหรัฐฯ ได้กล่าวแถลงถึงข่าวนี้ว่า “Apple เลือกที่จะทำให้คู่แข่งดูแย่ลง แทนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของตนเองให้ดีขึ้น” ในเนื้อหามีการยกตัวอย่างพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์บางส่วนของทาง Apple ซึ่งขัดต่อกฎ Sherman Antitrust Act ของสหรัฐฯ และส่งผลให้ผู้บริโภคอาจมองว่าสินค้าหรือบริการอื่นจากคู่แข่งมีคุณภาพต่ำกว่าของ Apple เอง ทั้งที่เป็นฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ เช่น
- ไม่สนับสนุนการรับส่งข้อความข้ามแพลตฟอร์ม (กรณี การมีสัญลักษณ์สีฟ้า – สัญลักษณ์สีเขียว)
- จำกัดฟีเจอร์บางอย่างของแอปประเภทวอลเล็ตที่มาจากนักพัฒนาภายนอก เช่น ฟีเจอร์แตะจ่าย
- การบล็อกบริการคลาวด์เกมมิ่งบนมือถือ โดยบังคับให้ใช้งานผ่านเว็บไซต์อย่างเดียว

นอกจากนี้ในถ้อยคำแถลงยังมีการตำหนิทาง Apple ว่าการกระทำเรื่องดังกล่าวเป็นการคุกคามตลาดที่ควรมีความเสรีและยุติธรรมอันเป็นรากฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการคัดค้านหรือตำหนิ ทาง Apple ก็คงจะทำพฤติกรรมที่เป็นการผูกขาดทางการตลาดแบบนี้ต่อไปอย่างแน่นอน รวมถึงในมุมมองของนักพัฒนา ต้องถูกจำกัดอยู่ในกฎเกณฑ์และข้อบังคับของ Apple ทำให้ยากทั้งในการพัฒนาและต่อยอดแอปในอนาคต และในส่วนของผู้บริโภค ต้องจ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือบริการในแอปที่แพงเกินกว่าความจำเป็น โดยเป็นผลมาจากการที่ Apple เรียกเก็บค่าธรรมเนียมกับนักพัฒนาสูงถึง 30 % เป็นเหตุให้เมื่อวางจำหน่ายแอปนั้นทางผู้พัฒนาจึงตั้งราคาแพงมากขึ้นเพื่อให้พอกับหักค่าธรรมเนียมของ Apple
นอกจากนี้ การกระทำดังกล่าวของ Apple ยังส่งผลต่อผลิตภัณฑ์และบริการในเครือ จนถึงอุปกรณ์เสริมต่างๆ นั้นมีราคาที่แพงเกินจริง แต่คุณภาพกลับสวนทางและมีมาตราฐานที่ต่ำลง รวมถึงเกิดการหยุดชะงักของการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อย่างที่ควรจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ในปัจจุบัน Apple นั้นมีส่วนแบ่งของตลาดมือถือในสหรัฐฯ อยู่ในส่วนสัดที่มากถึง 65 ~ 70% โดยนับเฉพาะในกลุ่มสินค้าสมาร์ทโฟนพรีเนียม ซึ่งเรื่องราวการฟ้องร้องครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ทางเราจะนำมาอัพเดตให้แน่นอน

