หลายๆ คนที่กำลังเข้าสาย Projector อาจจะงงๆ ว่า โปรเจคเตอร์แบบไหนมันดีกันแน่ สามารถใช้กับกิจกรรมแบบไหนได้บ้าง เช่นการทำงานและนำเสนองานหรือการดูหนังเล่นเกม ซึ่งควรดูจากอะไร?
วันนี้เรา Projector108 จะมาช่วยคุณแยกประเภทของโปรเจคเตอร์ โดยในครั้งนี้จะเป็นการแยกประเภทเครื่องโปรเจคเตอร์ตามเทคโนโลยีที่ใช้ของแต่ล่ะแบบ ซึ่งลักษณะภาพแบบไหนเหมาะกับกิจกรรมแบบใด เรามาดูกันเลยดีกว่า

โดยหลักๆ เราจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภทได้แก่

  • LCD (Liquid Crystal Display) Projector
  • DLP (Digital Light Processing) Projector
  • LCOS (Liquid Crytal On Silicon) Projector
  • Laser Projector

+LCD (Liquid Crystal Display) Projector+
เป็นเทคโนโลยีที่นิยมใช้กันมาใน Projector ประเภทที่ใช้งาน Presentation และประเภทแบบHome Theater
โดยการทำงานของเทคโนโลยีแบบ LCD จะใช้แสงยิงผ่าน Panel ทั้ง 3 สี ได้แก่ Red Green และBlue ซึ่งจะสะท้อนแสงไปรวมกันเป็นภาพไว้ที่แผง LCD Panel จากนั้นก็จะผ่านชุดเลนส์ส่งเป็นภาพไปฉายที่จอรับภาพ LCD ซึ่งแบรนด์โปรเจคเตอร์ที่นิยมใช้เทคโนโลยีตัวนี้ได้แก่ Epson และ Panasonic

ข้อดี

  • ให้ภาพที่สว่างสดใส และได้สีสันที่สวยงาม
  • เสียงการทำงานของพัดลมเงียบมาก

ข้อเสีย

  • มีจุดห่างกันของ Pixel ที่เห็นได้ชัดมากกว่าระบบอื่นๆ
  • ความคมชัดของภาพ และBlack Levelของภาพ ยังสู้เครื่องฉายระบบอื่นไม่ได้
  • แผง Panel ของภาพเกิดการเหลื่อมของสีได้ง่ายกว่าระบบอื่น สังเกตได้ด้วยการเปิด Pattern สีขาว 100% จะเห็นว่าแสดงสีขาวไม่ขาวทั่วกันทั้งจอ

+DLP (Digital Light Processing) Projector+
เป็นเทคโนโลยีโปรเจคเตอร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และมีการใช้งานที่หลากหลายทั้งในประเภทที่ใช้งาน Presentation และประเภทแบบ Home Theater โดยการทำงานของมันจะแสดงภาพการยิงแสงผ่านวงล้อสี (Color Wheel) นำส่งภาพไปยังชิปแสดงภาพ DMD (Digital Micromirror Device) ซึ่งจะมีกระจกสะท้อนแสงเล็กๆจำนวนมากที่นำส่งภาพไปยังชุดเลนส์จนกลายเป็นภาพฉายที่ปรากฎบนจอรับภาพของ DLP Projector สำหรับแบรนด์โปรเจคเตอร์ที่มีการใช้เทคโนโลยีตัวนี้ได้แก่ BenQ Vivitek และ Optoma

ข้อดี

  • ราคาไม่สูงมาก
  • ค่าแสงสว่างดีมาก
  • ด้านภาพและด้านเคลื่อนไหวที่ดี สีอิ่มชัด และสวยงามดูเป็นธรรมชาติ
  • มีจุด Pixel ที่ใกล้กันมากกว่าระบบ LCD จึงทำให้ภาพจึงมีความคมชัด

ข้อเสีย

  • Black Levelของภาพยังไม่เข้มมาก
  • เนื่องจากต้องยิงแสงผ่านวงล้อสี จึงทำให้เห็นแสงรุ้ง (Rainbow Effect) ได้ง่ายแต่ DLP Projector
    (รุ่นใหญ่ๆ ได้มีการแก้ไขปัญหาตรงนี้ ด้วยการเพิ่ม Speed ของ Color Wheel ให้สูงขึ้นถึง 6X จึงไม่มีปัญหาในด้านนี้)

-ทำให้โปรเจคเตอร์บางรุ่นที่ใช้เทคโนโลยีนี้มีความร้อนสูง พัดลมจึงทำงานหนักและเกิดเสียงดัง

+LCOS (Liquid Crytal On Silicon) Projector+
เป็นเทคโนโลยีโปรเจคเตอร์ที่ผลิตออกมาด้วยการนำระบบของ LCD และ DLP มารวมไว้ด้วยกัน ด้านการทำงานของภาพนั้นใช้วิธีการสะท้อนแสงของสีทั้ง 3 Panel (Red Green และ Blue) ส่งผ่านการสะท้อนของแผ่น Liquid Crystal แทนการสะท้อนบนกระจกเงาบนผ่านชิป DMD (Digital Micromirror Device) ซึ่งแผ่น Liquid Crystal จะประกอบไปด้วยเซลส์ภาพจำนวนมาก จึ้งทำให้ภาพที่ออกมามีคุณภาพที่สูงกว่าทั้ง LCD และ DLP และเป็นที่นิยมมากในการนำเข้ามาใช้ในระบบ Home Theater โดยจะมีสองแบรนด์ที่นิยมใช้คือ JVC เรียกว่า DILA ส่วนทาง Sony เรียก SXRD

ข้อดี

  • มีจุด Pixelที่ใกล้ชิดกันมากจึงมองไม่เห็น Screen Door หรือช่องว่างระหว่าง Pixel
  • ให้ภาพที่สวยสดงดงามและสดใส โดยเฉพาะค่า Contrast และBlack Levelของภาพที่ดีกว่าระบบ LCD และ DLP อย่างเห็นได้ชัดเจน
  • ช่วยให้การทำงานของเครื่องเงียบมากๆ

ข้อเสีย

  • ราคาสูงเมื่อเทียบกับระบบอื่นๆ มีโอกาสเกิดการเหลื่อมของสีเพราะประกอบด้วย Panel 3 ชุดไม่เหมือนระบบ DLP ที่เป็น Single Chip
  • แสงสว่างน้อยเมื่อเทียบกับบระบบอื่นๆ จึงไม่เหมาะกับการใช้งานในห้องที่มีแสงรบกวน หรือการใช้ร่วมกับจอรับภาพที่มีขนาดใหญ่มากๆ

+Laser Projector+
นวัตกรรมใหม่ของ Projector Technology ในการนำ Laser มาใช้เป็นแหล่งกำเนิดแสง แทนเทคโนโลยีหลอดภาพอื่นๆ
ทำให้มีความสว่างที่มากขึ้น และมีอายุการทำงานที่ยาวนาน กว่าหลอดภาพแบบอื่นๆ ซึ่งระบบของ Laser จะถูกแบ่งเป็น 2 ระบบ โดยระบบแรกกเนิดมาจากค่าย Epson ซ฿งใช้แหล่งกำเนิดแสงแบบ Dual Laser Light Source คือมีการใช้ Blue Laser Diode แบ่งการทำงานออกเป็น 2 ชุด โดยชุดแรกจะยิงแสงสีน้ำเงินส่งไปที่ Blue LCD Panel โดยตรงในขณะที่แสงสีน้ำเงินจาก Blue Laser Diode ชุดที่สอง จะยิงผ่านแผ่นสะท้อน (Yellow Phosphor) ออกมามาเป็นแสงสีเหลือง ซึ่งแสงสีเหลืองนี้ก็จะถูกกรอง และแยกออกเป็นแสงสีแดง และแสงสีเขียว ก่อนจะส่งไปรวมยัง Red และ Green LCD Panel แล้วส่งเป็นภาพผ่านเลนส์ไปฉายที่จอรับภาพ

ส่วนอีกระบบจากทางค่าย JVC เป็นการนำเอาเทคโนโลยี DILA มาพัฒนาต่อเช่นกัน โดยหลักการยิงแสงจะคล้ายกับของ ระบบจากทางค่าย EPSON คือ จะใช้เป็น Blue Lasers ยิงแสงสีฟ้าไปที่กระจกสะท้อนแสง และยิงแสงอีกส่วนหนึ่งส่งมาที่วงล้อ Phospor ให้ออกมาเป็นแสงสีเหลือง เพื่อเปลี่ยนเป็นสีเขียวและสีแดงส่งต่อไปยังแผง DILA Panel และสร้างเป็นภาพส่งผ่านเลนส์ไปฉายยังจอรับภาพ การนำ Laser มาใช้ทำให้ Projector สามารถแสดงสีสันที่สดใสและสวยงามมากขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก รองรับกับ Gamut ของสีที่กว้างมากขึ้น และได้ค่า Contrast ที่ดีขึ้นกว่าเดิม และBlack Levelของภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย สำหรับระบบ Home Theater เพิ่งเริ่มมีการนำ Laser มาใช้ และยังคงมีการพัฒนาต่อไป

ข้อดี

  • ช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานมากยิ่งขึ้น
  • สีสันที่อัพเกรดมาให้สวยสดคมชัดมากกว่าระบบอื่นๆ
  • ค่า Contrast และ Black Level ดีกว่าระบบอื่น
  • การทำงานของเครื่องเงียบมากขึ้น และประหยัดพลังงาน

ข้อเสีย

  • ราคาของเครื่องยังสูงมากเมื่อเทียบกับเครื่องฉายระบบอื่นๆ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงบางส่วนจากบทความ “อ่านให้รู้ โปรเจคเตอร์มีกี่ประเภท จุดเด่น จุดด้อย ต่างกันอย่างไร?” ของเว็บ lcdtvthailand.com

ใส่ความเห็น