
ระยะหลังๆ ค่า FPS และ Refresh Rate นั้นเริ่มมีผลต่อการตัดสินใจในการซื้อสินค้า ไม่ว่าเราจะเลือกซื้อ TV , จอคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ ทั้ง 2 ค่านั้น ต่างก็มีผลต่อการตัดสินใจในการซื้อสินค้าเป็นอย่างมาก โดยค่า FPS และ Refresh Rate นั้นจะไม่เหมือนกันในการพูดถึง ดังนี้
- FPS นั้นจะถูกพูดถึงตัว Video หรือไฟล์หนัง ว่าใน 1 วินาทีนั้นแสดงภาพได้กี่ภาพ
- Refresh Rate นั้นจะถูกพูดถึงในอุปกรณ์แสดงผล ไม่ว่าจะเป็นจอมอนิเตอร์ ,จอ TV หรือแม้กระทั่งเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ว่า ใน 1 วินาทีนั้นสามารถสะท้อนออกมาได้กี่ภาพ
จากข้อสังเกตุ ทั้ง 2 ค่านั้นจึงมีส่วนเกี่ยวเนื่องกันโดยตรงจนแทบจะเหมือนกัน คิดง่ายๆ ถ้าเรามีวิดีโอที่มีค่า FPS 60 แต่จอเรานั้นมีค่า Refresh Rate เพียง 24 Hz ทำให้ภาพเราที่เราเห็น เราจะเห็นเพียงแค่ 24 FPS เท่านั้น

สมัยก่อน ตอนที่ยังถ่ายทำภาพยนตร์ด้วยนั้นฟิล์ม เราจะถ่ายที่ 24fps โดยถือว่าเป็นจุดที่เหมาะสมที่สุดระหว่างคุณภาพและต้นทุนในการถ่ายทำภาพยนตร์ โดยถ้าจะถ่ายต่ำกว่านี้ ตัวภาพเวลาดูก็จะรู้สึกกระตุก หรือถ้าใช้ FPS ที่เยอะกว่านี้ ถึงแม้ภาพนั้นจะลื่นขึ้นจริง แต่ก็จะทำให้เปลืองฟิล์ม และมีค่าใช้จ่ายที่มากขึ้่้น ดังนั้นมาตฐาน 24fps นี้จึงได้รับการยอมรับเป็นมาตรฐาน และใช้กันมาอย่างยาวนานแล้ว และถึงแม้ตอนนี้เราจะเข้าสู่ยุคดิจิตอลแล้วก็ตาม ตัวภาพยนตร์นั้นก็ยังคงนิยมถ่ายทำกันที่ 24 fps เช่นเดิม
โดยในทางเทคนิคแล้ว เวลาเอาภาพยนตร์ 24fps ไปฉายบนระบบ NTSC หรือ PAL มันก็จะกลายเป็น 60/50fps โดยการผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า 3:2 pulldown หรือ film to video conversion แต่จำนวนภาพที่ถ่ายมามันก็ยังเท่าเดิมนั่นแหละ แค่เพิ่มจำนวนเฟรมให้เยอะขึ้นให้เท่ากับมาตฐานของสัญญาณภาพแบบนั้นๆ เวลาเราดู เราก็จะรู้สึกว่า อะไรๆ มันเหมือน 24fps เหมือนเดิมนั้นแหละ ยกเว้นแต่หรือ เครื่องฉายโปรเจคเตอร์บางรุ่นจะมีพวกระบบแก้ไข motion หรือแทรกเฟรม ทำให้มันดูลื่นขึ้น ต่อให้ถ่าย 24fps มาก็จะดูลื่นๆ เหมือนถ่าย 50/60fps มาเลย โดยบางคนอาจจะชอบเพราะมันดูลื่นขึ้น แต่โดยปกติ นักดูหนังเขาจะปิดฟังก์ชั่นนี้กันมากกว่า และดูภาพที่เป็น Original ไฟล์มากกว่า เพราะมันให้อารมณ์เหมือนดูหนังจริงๆ

เนื่องด้วยที่พวกเรานั้นคุ้นเคยกับการดูหนังที่ถ่ายทำมาด้วยความเร็ว 24fps มาช้านานแล้ว แต่ถ้าหากเป็นละครก็จะถ่ายกันที่ 50fps (PAL) พอสมองเราคุ้นกับ motion blur ที่แตกต่างกันในความเร็วสองแบบนี้ เราก็จะรับรู้ไปโดยอัตโนมัติว่าหนังจะมี motion blur แบบนี้ ส่วนละครจะเป็นอีกแบบ ต่อให้เราอธิบายไม่ได้ว่าทำไม แต่ก็รู้ว่ามันแตกต่างแน่นอน (จะชัดมาก หรือชัดน้อย ก็แล้วแต่ความช่างสังเกตของรายบุคคลไป) และการจะทำภาพยนตร์ที่เฟรมเรทไม่ใช่แบบมาตฐาน จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายมากๆ ตัวอย่างเช่นหนังเรื่อง The Hobbit ที่กล้าท้าทายโดยการถ่ายทำแบบ 48fps ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้ภาพดูสมจริง ดูมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันนั้น มันก็ไม่ได้ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกประทับใจแบบอย่างเห็นได้ชัดแต่อย่างใด ตรงกันข้าม บางคนกลับไม่ชอบเสียเลยด้วยซ้ำ ผมก็ถือเป็น 1 คนในนั้นที่ไม่ชอบเลย เพราะมันทำให้ภาพดูหลอกๆ แบบแปลกๆ
จะเห็นได้ว่าเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ในบางรุ่นที่เป็นแบบ Home Projector นั้นจะมีการเพิ่มฟังก์ชั่น Motion Enhancement เพื่อแทรกเฟรมให้ดูไหลลื่นขึ้น หากใครชอบก็สามารถเปิดฟังก์ชั่นนี้ได้ แต่โดยปกติตามมาตรฐาน ISF นั้น จะแนะนำให้ปิดฟังก์ชั่นดังกล่าวเพื่อเพิ่มความสมจริงและเพื่อให้ได้รับอรรถรสของภาพยนตร์เรื่องนั้นๆได้อย่างเต็มที่ ตามที่ผู้กำกับตั้งใจส่งสารมาให้ผู้รับสารอย่างเรา
และถ้าหากลูกค้าท่านใดต้องการเครื่องฉายโปรเจคเตอร์สำหรับดูหนัง หรือสำหรับใช้งานทั่วไป สามารถติดต่อเราทีมงานโปรเจคเตอร์ 108 ได้เลยครับ โดยสามารถติดต่อได้ผ่านเบอร์โทร 081-399-1993 หรือ แอดไลน์ 0813991993 เราทีมงานโปรเจคเตอร์ 108 ยินดีให้บริการครับ
บทความโดย เฮียโป่ง 108
