
เครื่องฉายภาพโปรเจคเตอร์นั้นถือกำเนิดมาเนิ่นนานแล้วเกือบศตวรรษได้ โดยในช่วงแรกของประวัติศาสตร์จะเป็นเครื่องฉายแบบใช้มือหมุนเพื่อฉายแผ่นฟิล์มไปยังฉากรับ โดยเทคโนโลยีแบบนี้ยังคงใช้มาต่อเนื่องในธุรกิจโรงภาพยนต์จนถึงปี 2000
ในขณะเดียวกันเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ที่ใช้หลอดแคโทด-เรย์ได้รับการพัฒนาขึ้นในปี 1950 โดยใช้ CRT สีแดง, สีเขียวและสีน้ำเงิน เพื่อฉายภาพวิดีโออิเล็กทรอนิกส์ลงบนหน้าจอ โดยผู้ที่ชื่นชอบโฮมเธียเตอร์หลายคน ยังคงจำเครื่องที่มีขนาดใหญ่และหนักมาก ที่มีเลนส์สีแดง เขียวและน้ำเงินได้เป็นอย่างดี
ปัจจุบันฟิล์มนั้นได้ถูกแทนที่โดยเครื่องฉายแบบดิจิทัลซึ่งใช้เทคโนโลยีการฉายภาพ 1 ใน 3 เทคโนโลยีที่กำลังจะกล่าวถึง ได้แก่ LCD, LCoS และ DLP โดยเทคโนโลยีทั้งหมดเหล่านี้มีข้อดีมากกว่าฟิล์มและโปรเจคเตอร์แบบ CRT ได้แก่ ขนาดที่เล็กกว่า น้ำหนักเบา ความร้อนน้อยลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และแต่ละเทคโนโลยีต่างก็มีจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองสำหรับการใช้งานที่แตกต่างกัน
ในบทความนี้ผมจะมาอธิบายว่าแต่ละเทคโนโลยีนั้นมีการทำงานอย่างไร วิเคราะห์เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสีย ของพวกแต่ละเทคโนโลยี เกริ่นกันมาเยอะละ ลองไปดูกันเลยดีกว่าครับ
1. LCD หรือ 3LCD
เทคโนโลยีการฉายภาพโปรเจคเตอร์ตัวแรกที่เราจะพูดถึงก็คือ LCD (liquid crystal display) ถือกำเนิดขึ้นโดย Gene Dolgoff ในปี 1968 แต่เทคโนโลยี LCD ในขณะนั้นยังไม่ได้รับการพัฒนาเพียงพอที่จะใช้งานได้จริงในเครื่องฉายโปรเจ็กเตอร์ ซึ่งต้องมีการพัฒนามาเรื่อยๆจนถึงกลางทศวรรษที่ 1980 จึงเริ่มมีการใช้งานได้อย่างแท้จริง
แนวคิดพื้นฐานในการกำเนิดภาพของเทคโนโลยีแบบ LCD จะใช้แสงสีขาวจากหลอดไฟ จะแบ่งออกเป็นยิงไปยังกระจกแบบไดโครอิค ซึ่งสะท้อนความยาวคลื่นและส่งผ่านความยาวคลื่นอื่น ๆ โดยจะแยกสีตามความยาวคลื่นเป็น สีเขียว,สีแดงและสีน้ำเงิน

ในโปรเจคเตอร์ LCD บางรุ่นที่เป็นรุ่นใหม่ๆ แหล่งกำเนิดแสงนั้นจะเป็นแบบเลเซอร์สีน้ำเงิน โดยการทำงานจะยิงแสงสีฟ้าจากเลเซอร์ออกไป และแสงบางส่วนจะกระทบกับวงล้อหมุนที่เคลือบด้วยสารเรืองแสงที่เปล่งแสงสีเหลืองที่เรียกว่า Phospho Wheel และจะสะท้อนออกมาเป็นแสงสีขาว จากนั้นจะแยกออกเป็นตามแบบ LCD ดังที่กล่าวมาข้างต้น

ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ลำแสงสีแดง สีเขียวและสีน้ำเงินแต่ละอันจะพุ่งตรงไปยังตัวสร้างภาพ LCD Panel ของตัวเองซึ่งโดยทั่วไปจะมีขนาด 0.55 นิ้วถึงประมาณ 1 นิ้ว และประกอบด้วยอาร์เรย์ของเซลล์โปร่งใสเล็กๆมากมาย โดยเซลล์เหล่านี้ถูกควบคุมโดยสัญญาณไฟฟ้าทีละเซลล์และแบบไดนามิกเพื่อให้แสงผ่านไปได้มากหรือน้อยในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เซลล์แต่ละเซลล์สามารถทำให้โปร่งใสทึบแสงหรือโปร่งแสงในองศาที่แตกต่างกันตามสัญญาณ เมื่อเซลล์เปลี่ยนปริมาณแสงที่ผ่านไปเซลล์เหล่านี้จะสร้างภาพดิจิทัลสำหรับแต่ละเฟรมในสัญญาณวิดีโอ

ตัวสร้างภาพแต่ละสีจะเป็นส่วนประกอบหนึ่งของภาพสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับสีนั้นๆ และโดยทั่วไปแล้วภาพจะถูกเก็บไว้สำหรับแต่ละเฟรมในสัญญาณวิดีโอ และประมวลผล LCD Panel สมัยในยุคปัจจุบันได้ในอัตราที่เร็วขึ้นสูงสุด 480 ครั้งต่อวินาที ซึ่งช่วยให้นักออกแบบโปรเจคเตอร์สามารถใช้คุณสมบัตินี้ สร้างเทคโนโลยีต่างๆได้เช่น 3D การแทรกเฟรม และการสร้างภาพ 4K UHD แบบ Enhancement
หลังจากลำแสงสีแดง สีเขียวและสีน้ำเงินผ่านตัวสร้างภาพที่เกี่ยวข้องแล้ว จะมารวมกันโดยใช้ปริซึมไดโครอิคและฉายลงบนหน้าจอผ่านเลนส์หลักจนกลายเป็นภาพสีอย่างที่เราได้เห็นกันนั่นเอง
เซลล์แต่ละเซลล์ใน LCD Panel มีขนาดประมาณ 6 ถึง 12 ไมครอนและล้อมรอบด้วยเส้นทึบแสงที่ส่งสัญญาณไฟฟ้าเพื่อควบคุมความโปร่งใสของแต่ละเซลล์ โดยเส้นเหล่านี้ใช้พื้นที่บางส่วนของ LCD Panel จะไม่สามารถแสดงออกมาเป็นภาพได้ โดยเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดที่สามารถแสดงออกมาเป็นภาพได้นั้นมีประมาณ 80% ถึง 90% ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นขอบดำๆรอบๆ พิกเซลแต่ละพิกเซล เมื่อคุณเข้าใกล้หน้าจอแต่ในปัจจุบันนั้นมีการแก้ไขปัญหาในจุดนี้ แต่ก็ยังมองเห็นอยู่ดี
ลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งของเครื่องฉายภาพโปรเจคเตอ์นั้นคือ Contrast โดยธรรมชาติหรือดั้งเดิมนั่นคืออัตราส่วนของแสงมากที่สุดถึงน้อยที่สุดที่สามารถผ่านได้โดยไม่ต้องปรับปรุง Epson และค่ายโปรเจคเตอร์แบรนอื่นนั้น จะไม่เปิดเผยค่า Contrast ที่แท้จริงของภาพ แต่จะใช้เทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพ UB (Ultra Black) ของบริษัทแทน ซึ่งทำให้ได้ค่า Contrast และสีดำที่ได้ถือว่าคุณภาพดีเลยทีเดียว
ภาพ LCD ที่ทันสมัยที่สุดมีความละเอียดสูงถึง 1920×1200 (WUXGA) โดยทั่วไปแล้วรุ่นโฮมเธียเตอร์จะใช้ตัวสร้างภาพแบบ 1920×1080 (1080p) โปรเจคเตอร์ที่วางจำหน่ายทั่วไปมีเพียงเครื่องเดียวในปัจจุบันที่ใช้ภาพ LCD ที่มีความละเอียดแบบ Native 3840×2160 (UHD) นั่นก็คือ Epson Pro L12000QNL ที่เพิ่งเปิดตัวไป ซึ่งได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานในสถานที่ขนาดใหญ่เช่นสนามกีฬาและห้องประชุม
โปรเจคเตอร์ LCD สำหรับโฮมเธียเตอร์บางรุ่นที่มีตัวสร้างภาพ 1080p จะจำลองความละเอียดภาพแบบ 4K UHD ด้วยเทคนิค Pixel-Shifting เทคโนโลยีนี้ใน Epson นั้นจะเรียกว่า 4K PRO-UHD ในกระบวนการทำงานของเทคโนโลยีนี้ แผ่นหักเหแสงจะแกว่งไปมาโดยเลื่อนภาพสุดท้ายตามแนวทแยงมุมทีละครึ่งพิกเซลต่อเฟรม เนื่องจากเซลล์ LCD สามารถเปลี่ยนไปใช้ระดับความโปร่งใสที่แตกต่างกันได้เร็วกว่าอัตราเฟรมปัจจุบัน พิกเซลที่เลื่อนแต่ละชุดจึงสามารถควบคุมได้อย่างอิสระโดยจะเพิ่มจำนวนพิกเซลที่ใช้งานจริงบนหน้าจอเป็นสองเท่า นอกจากนี้พิกเซลยังทับซ้อนกัน ดังนั้นตารางพิกเซลจึงมีความหนาแน่นมากขึ้น

โปรเจคเตอร์ดังกล่าวสามารถรับและแสดงสัญญาณวิดีโอ UHD ได้ แต่จำนวนพิกเซลที่แท้จริงบนหน้าจอมีเพียงครึ่งหนึ่งของ 8.3 ล้านพิกเซล ถึงกระนั้นภาพที่ได้จะคมชัดและมีรายละเอียดมากกว่าภาพแบบ 1080p
LCD Panel สำหรับโปรเจคเตอร์นั้น ถูกผลิตโดย Epson และ Sony และขายต่อให้บริษัทอื่นที่ใช้เทคโนโลยี LCD
2.LCoS
LCoS (Liquid Crystal on Silicon) เป็นรูปแบบของเทคโนโลยี LCD ที่ต่อยอดให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดย Genaral Electric สาธิตโปรเจคเตอร์ LCoS ความละเอียดต่ำเป็นครั้งแรกในปี 1970 แต่จนกระทั่งปี 1998 ทาง JVC ได้มีเปิดตัวโปรเจคเตอร์ SXGA + (1400×1050) เครื่องแรกโดยใช้เทคโนโลยี LCoS ซึ่ง JVC เรียกรุ่นนี้ว่า D-ILA (Direct Drive Image Light Amplifier) ในปี 2548 Sony เปิดตัวโฮมเธียเตอร์ 1080p รุ่นแรก VPL-VW100 (หรือที่เรียกว่า “Ruby”) โดยใช้ LCoS ของตัวเองที่เรียกว่า SXRD (Silicon X-tal Reflective Display) และตามมาด้วย DLA-RS1 ของ JVC ในปี 2550
เช่นเดียวกับโปรเจคเตอร์ LCD โปรเจคเตอร์ LCoS จะแยกแสงออกเป็นส่วนประกอบสีแดง สีเขียวและสีน้ำเงินซึ่งส่งไปยังตัวสร้างภาพที่ใช้ LCD แยกกันสามตัว แต่แทนที่จะเป็นเพียงแสงผ่านเซลล์ LCD มันจะสะท้อนออกมาจากพื้นผิวมันวาวด้านหลังอาร์เรย์ของเซลล์ และส่งกลับผ่านเซลล์อีกครั้ง

แหล่งกำเนิดแสงในโปรเจคเตอร์แบบ LCoS มักเป็นหลอดไฟสีขาว แต่บางรุ่นก็ใช้แสงเลเซอร์สีน้ำเงินและวงล้อฟอสเฟอร์สีเหลืองเป็นแหล่งกำเนิดแสงซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ JVC เรียกว่า Blu-Escent และ Sony เรียกว่า Z-Phosphor ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เช่นเดียวกับโปรเจคเตอร์ LCD ลำแสงสีแดงสีเขียวและสีน้ำเงินจะถูกส่งไปยังภาพที่เกี่ยวข้อง จากนั้นแสงสะท้อนจากกล้องถ่ายภาพทั้งสามตัวจะถูกรวมเข้าด้วยกันและฉายลงบนหน้าจอผ่านเลนส์หลักเหมือนกัน

ตัว LCoS Panel ในปัจจุบันมีขนาด 0.7 ถึง 1.3 นิ้วในแนวทแยงมุม เช่นเดียวกับ LCD Panel แต่ละตัวจะสร้างภาพและโดยทั่วไปจะเก็บไว้สำหรับแต่ละเฟรม LCoS Panel สมัยใหม่สามารถเปลี่ยนได้ที่อัตราสูงสุด 120Hz ซึ่งช่วยให้ทำสิ่งต่างๆได้ เช่น 3D การแก้ไขเฟรมและ 4K UHD แบบ Pixel-Shift อย่างไรก็ตาม 120Hz จะไม่สามารถทำภาพแบบ 4K UHD และ 3D พร้อมกันได้ ณ ปัจจุบัน

ปัจจุบันเซลล์ D-ILA ของ JVC มีขนาดตั้งแต่ 3.8 ถึง 8 ไมครอน และการแสดงภาพแต่ละพิกเซลมีมากกว่า 93% ด้วยกัน นอกจากนี้ยังได้พัฒนาเทคนิคที่ตั้งใจจะเพิ่มพื้นที่การแสดงภาพให้ดีขึ้นต่อไป

โดยทั่วไปแล้วเทคโนโลยีแบบ LCoS นั้นถือว่ามีค่า Contrast และระดับสีดำที่ดีที่สุดในบรรดาเทคโนโลยีการฉายภาพทั้งหมด และแน่นอนว่าถ้าใช้เทคโนโลยีในการเร่งค่า Contrast จะสามารถปรับปรุงสีดำได้ดียิ่งขึ้น
LCoS Panel ทั่วไปจะมีความละเอียดปกติถึง 4K (4096×2160) และใช้ในซีรีส์ JVC DLA-NX และ RS4500 ตลอดจน Sony VPL-VW ซีรีส์และโปรเจคเตอร์ระยะฉายภาพระยะสั้นพิเศษ VPL-VZ1000ES Sony ยังนำเสนอความละเอียด 1080p ดั้งเดิมในซีรีส์ VPL-HW ที่ราคาไม่แพงมาก นอกจากนี้ JVC ได้สร้างโปรเจคเตอร์แบบ 8K (7680×4320) ที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่ม Pixel
ในบางรุ่น JVC ใช้เทคนิคการเปลี่ยนพิกเซลที่เรียกว่า e-Shift เพื่อเพิ่มจำนวนพิกเซลที่ฉายลงบนหน้าจอเป็นสองเท่าจากภาพ 1080p เช่นเดียวกับ 4K PRO-UHD ของ Epson e-Shift โดยใช้แผ่นหักเหแสงแบบสั่นที่วางไว้ โดยตัวอุปกรณ์จะเลื่อนพิกเซลไปมา ตามแนวทแยงมุมครึ่งพิกเซล 120 ครั้งต่อวินาที และพิกเซลแต่ละชุดสามารถควบคุมได้อย่างอิสระในแง่ของสีและความสว่าง

สิ่งนี้จะเพิ่มจำนวนพิกเซลบนหน้าจอเป็นสองเท่าแม้ว่า JVC จะอ้างว่ามีจำนวนพิกเซลเพิ่มขึ้นเกือบสี่เท่าโดยเพิ่มเป็นสองเท่าทั้งแนวตั้งและแนวนอน ดังนั้น 1920×1080 ที่คาดว่าจะกลายเป็น 3840×2160 แต่ในความเป็นจริงแล้ว จะมีพิกเซลที่ควบคุมได้อย่างอิสระเพียงสองเท่าบนหน้าจอ ดังนั้น 1920×1080 จึงกลายเป็น (1920×1080)x2 เช่นเดียวกับโปรเจคเตอร์ Epson ที่มี 4K PRO-UHD โปรเจคเตอร์ JVC เองนั้นก็มี 4K e-Shift ที่สามารถแสงภาพได้ถึง 4K UHD นอกจากนี้สัญญาณที่มีความละเอียดต่ำกว่าเช่น 1080p จะถูกเพิ่มขนาดเป็น 4K-UHD ภายในโปรเจคเตอร์และแบ่งออกเป็นสองเฟรมแยกกันซึ่งแสดงสลับกันที่ 120Hz
โปรเจคเตอร์รุ่นที่มี 4K e-Shift รวมทุกรุ่นในซีรีส์ DLA-X ซึ่งมีตัวสร้างภาพ 1080p อย่างไรก็ตามยกเว้นรุ่นเดียวที่กำลังจะค่อยๆเลิกใช้ในช่วงกลางปี 2020 นั่นคือ DLA-X790 (ที่ขายในชื่อ DLA-RS540) โดยโปรเจคเตอร์ JVC LCoS รุ่นใหม่ทั้งหมดจะมีความละเอียด 4K Native นอกจากนี้รุ่นเรือธงอย่าง DLA-NX9 ยังใช้ e-Shift กับ 4K Native เพื่อให้ได้ความละเอียดเป็น 8K (7680×4320) และจะเพิ่มสเกลจากความละเอียดที่ต่ำกว่าขึ้นเป็น 8K UHD ด้วย 8K e-Shift
JVC และ Sony สร้างและผลิต LCoS Panel สำหรับโปรเจคเตอร์ของตัวเอง ซึ่งรวมถึงรุ่นโฮมเธียเตอร์และเครื่องฉายขนาดใหญ่สำหรับระดับมืออาชีพและภาพยนตร์ดิจิทัล โดย Canon นั้นใช้ตัวสร้างภาพของ JVC ในโปรเจคเตอร์สำหรับธุรกิจ และ Wolf Cinema โฮมเธียเตอร์บางรุ่นก็ใช้ตัวสร้างภาพของ JVC เช่นกัน
3.DLP
เทคโนโลยีน้องใหม่ล่าสุดคือ DLP (Digital Light Processing) เริ่มต้นพัฒนาในปี 1987 โดย Larry Hornbeck ที่ Texas Instruments โปรเจคเตอร์ที่ใช้ DLP เครื่องแรกได้รับเปิดตัวโดย Digital Projection ในปี 1997 ตั้งแต่นั้นมา DLP ก็เข้ามาครองโรงภาพยนตร์ดิจิทัลโดยมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 85% ของโปรเจคเตอร์ในโรงภาพยนต์ทั้งหมด นอกจากนี้ยังเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับโฮมเธียเตอร์รวมถึงธุรกิจการศึกษาความบันเทิงเชิงพาณิชย์และอื่นๆ
เช่นเดียวกับโปรเจคเตอร์แบบอื่นๆ DLP จะกำหนดแสงสีแดงสีเขียวและสีน้ำเงินไปยังตัวสร้างภาพ โดยแสงสีขาวจากหลอดไฟ จะแยกออกเป็นส่วนประกอบสีแดง สีเขียวและสีน้ำเงินหรือเลเซอร์สีน้ำเงินจะถูกยิงไปยังวงล้อฟอสเฟอร์ให้เปล่งแสงสีเหลืองซึ่งจะแยกออกเป็นส่วนประกอบสีแดงและสีเขียวในขณะที่แสงสีน้ำเงินบางส่วนจาก เลเซอร์จะใช้เพื่อสร้างส่วนสีน้ำเงินของภาพโดยตรง แต่จะมีเครื่องบางรุ่นที่ใช้ในโรงภาพยนต์ขนาดใหญ่ที่ใช้แสงเลเซอร์สีแดง น้ำเงิน และเขียว ยิงพร้อมกัน 3 ตัวเพิ่มให้เกิดภาพ แต่เครื่องแบบนี้จะราคาแพงมาก
ไม่ว่าแบบไหน แสงสีแดงสีเขียวและสีน้ำเงินจะถูกส่งไปยังตัวสร้างภาพ DLP ซึ่งปัจจุบันมีขนาด 0.2 นิ้วสำหรับแบบพกพาขนาดเล็ก ไปจนถึง 1.38 นิ้วสำหรับเครื่องฉายภาพยนตร์ระบบดิจิตอล รุ่นโฮมเธียเตอร์ในปัจจุบันมักใช้ตัวสร้างภาพที่มีขนาด 0.47 นิ้วหรือ 0.66 นิ้วในแนวทแยงมุม อย่างไรก็ตามการทำงานค่อนข้างแตกต่างจากเทคโนโลยี LCD หรือ LCoS แทนที่จะเป็นเซลล์ LCD ขนาดเล็ก เทคโนโลยี DLP จะถูกปิดทับด้วยกระจกเงาขนาดเล็กที่สอดคล้องกับพิกเซลแต่ละพิกเซล ตัวสร้างภาพประเภทนี้เรียกว่า Digital Micromirror Device (DMD)

กระจกเล็กๆแต่ละตัวถูกติดตั้งอยู่บนก้านหมุนที่ช่วยให้การวางแนวของกระจกสลับกันระหว่างสองตำแหน่ง ในตำแหน่งเดียวแสงที่กระทบกระจกจะสะท้อนไปที่เลนส์หลักของโปรเจคเตอร์และไปที่หน้าจอ ในอีกตำแหน่งหนึ่งแสงจะสะท้อนออกไปจากเลนส์หลักไปยังบริเวณที่ดูดซับแสง

กระจกแต่ละตัวจะวนรอบการทำงานระหว่างตำแหน่ง”เปิด”และ”ปิด”หลายพันครั้งในแต่ละเฟรมของวิดีโอ และความสว่างของพิกเซลนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนของแต่ละรอบที่กระจกใช้ในตำแหน่ง”เปิด”เทียบกับตำแหน่ง”ปิด” ตัวอย่างเช่นถ้า micromirror ใช้เวลา 50% ของแต่ละรอบในตำแหน่ง”เปิด”และ 50% ในตำแหน่ง”ปิด”ความสว่างของพิกเซลนั้นจะเท่ากับ 50% ของค่าสูงสุด หาก micromirror ใช้เวลา 10% ของแต่ละรอบในตำแหน่ง”เปิด”และ 90% อยู่ในตำแหน่ง”ปิด”ความสว่างของพิกเซลนั้นจะเท่ากับ 10% ของค่าสูงสุด ความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาที่ micromirror ใช้ในตำแหน่ง”เปิด”และ”ปิด”ในแต่ละรอบเรียกว่ารอบการทำงาน
หากงงให้ลองนึกภาพสวิตช์ไฟในห้องเรา เปิดไฟจะสว่างขึ้น ปิดสวิตช์และไฟจะดับลง ตอนนี้ลองนึกภาพว่าคุณเปิดและปิดได้หลายครั้งต่อวินาที หากสวิตช์เปิดอยู่ครึ่งหนึ่งและดับลงครึ่งหนึ่งในแต่ละรอบไฟจะดูเหมือนหรี่ลงเหลือ 50% ของความสว่างปกติ หากสวิตช์เปิดอยู่ 10% ของเวลาและปิด 90% ของเวลาในแต่ละรอบไฟจะดูเหมือนจะหรี่ลงเหลือ 10% ของความสว่างปกตินั่นเอง
หากคุณเปิด-ปิดสวิตซ์ไฟด้วยความรวดเร็วจนตาเราไม่สามารถตอบสนองเร็วพอที่จะมองเห็นการกระพริบ สิ่งที่คุณเห็นคือระดับความสว่างที่แตกต่างกันซึ่งขึ้นอยู่กับรอบการทำงานของการเปิด-ปิด สิ่งเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับ micromirrors บน DMD แต่ละอันจะพลิกไปมาระหว่าง”เปิด”และ”ปิด”อย่างรวดเร็วคุณจะรับรู้ว่าพิกเซลที่เกี่ยวข้องสว่างขึ้นหรือหรี่ลงขึ้นอยู่กับรอบการทำงาน
3 Chip VS 1 Chip DLP
เช่นเดียวกับโปรเจคเตอร์ LCD และ LCoS โปรเจคเตอร์ DLP บางตัวนั้นใช้ DMD สามตัว โดยแต่ละตัวแยกเป็นสีแดง สีเขียวและสีน้ำเงิน อย่างไรก็ตามรุ่นที่ใช้ 3 ชิปนั้นมีราคาแพงมาก โชคดีเราที่ยังมีทางเลือกที่ไม่แพง โดยสามารถเลือกแบบ DMD เดียวได้
ในการจัดลำดับสีในโปรเจคเตอร์ DLP แบบชิปเดี่ยวนั้นส่วนใหญ่แสงสีขาวจากหลอดไฟจะผ่านวงล้อสีที่หมุนด้วยฟิลเตอร์สีต่างๆ เมื่อแต่ละส่วนหมุนเข้าไปในลำแสงให้เฉพาะสีของมันเท่านั้นที่จะผ่านและไปยัง DMD ซึ่งจะสร้างภาพสำหรับสีนั้นออกมา จากนั้นส่วนของตัวกรองถัดไปจะหมุนเข้าสู่ตำแหน่งและ DMD จะสร้างภาพสำหรับสีนั้นและอื่นๆตามกันไป

วงล้อสีบางส่วนจะมีเฉพาะสีแดงสีเขียวและสีน้ำเงินโดยมักจะเป็น RGB สองชุดซึ่งเรียกว่า RGBRGB ในขณะที่วงล้ออื่นๆจะเพิ่มสีเหลืองสีฟ้าและสีม่วงแดงเพื่อเพิ่มสีเหล่านั้นเข้าไปในภาพ บางส่วนยังมีส่วนที่ชัดเจนซึ่งช่วยให้แสงสีขาวผ่านได้ในขณะที่ DMD จะสร้างภาพในรูปแบบขาวดำ สิ่งนี้จะเพิ่มความสว่างโดยรวมของภาพ แต่ยังทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนระหว่างความสว่างของสีขาวและสี

เปรียบเทียบเทคโนโลยีการฉายภาพทั้ง LCD, LCoS และ DLP
อย่างที่คุณรู้เทคโนโลยีแต่ละอย่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง เริ่มต้นด้วยความสว่างของแสงสีขาวและแสงสี
White vs Color Brightness
ความสว่างสีขาว (หรือที่เรียกว่า White Light Output) คือความสว่างสูงสุดของสีขาวที่แสดงลงบนจอภาพ
ความสว่างของสี (หรือที่เรียกว่า Color Light Output) จะคำนวณโดยการเพิ่มความสว่างสูงสุดของ สีแดง สีเขียวและสีน้ำเงิน ตามหลักการแล้วความสว่างของสีขาวและสีควรเท่ากัน และสำหรับโปรเจคเตอร์ 3 ชิปทั้งหมดนั้นซึ่งได้แก่ LCD, LCoS และ 3-chip DLP จะเป็นไปตามนั้น เนื่องจากสีขาวเป็นเพียงสีแดงสีเขียวและสีน้ำเงินผสมกัน มาตรฐานในการวัดความสว่างของสีนั้นได้ถูกออกแบบโดย SID (Society for Information Display) ในปี 2555
นอกจากนี้โดยทั่วไปแล้วความสว่างของสีขาวและสีจะเหมือนกันสำหรับโปรเจคเตอร์ DLP 1 ชิปที่มีวงล้อสีแบบ RGBRGB แต่ถ้าในวงล้อสีมีสีอื่นเข้ามานอกเหนือจากนี้ ความสว่างของสีขาวจะมากกว่าความสว่างของสี
เหตุใดสิ่งนี้จึงสำคัญมาก โดยหากความสว่างของสีของโปรเจคเตอร์น้อยกว่าความสว่างสีขาวอย่างมาก ภาพของสีนั้นจะดรอปลงอย่างเห็นได้ชัด จากโปรเจคเตอร์ที่มีความสว่างของสีขาวและสีเท่ากัน
สรุป
เทคโนโลยี LCD
ข้อดี
- ความสว่างของสีขาวและสีเท่ากัน
- ไม่มี Rainbow Effect
- ให้ภาพสีดำที่ยอดเยี่ยมและค่าคอนทราสต์ที่สูง
- ราคาไม่แพง
จุดด้อย
- มีรอยต่อระหว่าง Pixel
- ยังไม่มี 4K Native
เหมาะสำหรับ
- ดูหนัง
- สถานศึกษา
- องค์กรต่างๆไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่
- พิพิธภัณฑ์
- ในสถานที่ขนาดใหญ่
ผู้ผลิตที่ใช้เทคโนโลยีนี้
- Christie
- Epson
- Maxell
- NEC
- Panasonic
- Ricoh
- Sony
เทคโนโลยี LCoS
ข้อดี
- เป็น 4K Native
- มีสีดำและแสงเงาที่ยอดเยี่ยมมาก
- ความสว่างของสีขาวและสีเท่ากัน
- ไม่มี Rainbow Effect
ข้อเสีย
- มีราคาแพงกว่า LCD และ DLP
เหมาะสำหรับ
- องค์กรขนาดต่างๆ
- โรงภาพยนตร์
ผู้ผลิตที่ใช้เทคโนโลยีนี้
- Canon
- JVC
- Sony
- Wolf
เทคโนโลยี 3 Chip DLP
ข้อดี
- เป็น 4K NAtive
- True UHD พร้อมการเปลี่ยนพิกเซล TRP หรือ XPS
- ความสว่างของสีขาวและสีเท่ากัน
- ไม่มี Rainbow Effect
ข้อเสีย
- มีราคาแพงมาก
เหมาะสำหรับ
- ห้องดูหนังระดับไฮเอ็นด์
- โรงภาพยนตร์
- พิพิธภัณฑ์
- โรงภาพยนตร์ดิจิตอล
ผู้ผลิตที่ใช้เทคโนโลยีนี้
- Barco
- Christie
- Digital Projection
- NEC
- Panasonic
- SIM2
เทคโนโลยี 1 Chip DLP
ข้อดี
- 4K UHD แบบ TRP หรือ XPS
- คุ้มค่า
ข้อเสีย
- ความสว่างของแสงสีขาวและสีไม่เท่ากัน
- มี Rainbow Effect
เหมาะสำหรับ
- ห้องดูหนัง
- สถานศึกษา
- องค์กรขนาดต่างๆ
- พิพิธภัณฑ์
ผู้ผลิตที่ใช้เทคโนโลยีนี้
- BenQ
- Digital Projection
- JVC
- LG
- Optoma
- SIM2
- Panasonic
- ViewSonic
- Vivitek
- Wolf
เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับข้อดีข้อเสียของแต่ละเทคโนโลยี คงพอทำให้หลายๆท่านตัดสินใจในการเลือกซื้อ เครื่องฉายโปรเจคเตอร์ให้เหมาะกับการใช้งานของตัวเองแล้วใช่ไหมครับ ยังไงมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าทั้งระบบภาพและเสียง สามารถสอบถามได้ที่ Tel. 0813991993 Line : 0813991993 หรือ 02-6420433-4 เราทีมงานโปรเจคเตอร์108 พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าทุกท่าน
Credit : Projectorcentral
