หากย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนนั้น เราจะเห็นว่าการจะใช้โปรเจคเตอร์นั้นมีเงื่อนไขเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคา เรื่องของความคมชัด สภาพแวดล้อม รวมถึงความร้อนที่เกิดขึ้นง่ายสำหรับโปรเจคเตอร์รุ่นเก่าๆ ทำให้คนในยุคนั้นจึงนิยมใช้จอทีวีมากกว่า ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาแล้วสามารถซื้อทีวี LCD จอใหญ่ๆได้สบายเลย เนื่องจากข้อจำกัดไม่เยอะ สีสันคมชัด และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนหลอดภาพ มีชั่วโมงการใช้งานที่ยาวนาน จึงทำให้ผู้นำเทคโนโลยีด้านโปรเจคเตอร์ค่ายต่างๆต้องการที่จะเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ให้มีราคาที่จับต้องได้และมีสีสันสดใส มีความคมชัด มีแสงสว่างที่มากขึ้น ระบายความร้อนได้ดีกว่า ทำให้ปัจจุบันมีผู้คนเริ่มให้ความสนใจกันมากขึ้น ดังนั้นผู้พัฒนาเหล่านี้จึงไม่หยุดพัฒนาและคิดค้นต่อไปเรื่อยๆในอนาคต เพื่อตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในครัวเรือนและการใช้งานในหน่วยงานธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น

ประเด็นหลักๆของ Projector ที่ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นในปัจจุบันนี้ก็ได้แก่
1.ความคมชัด สีสันสดใสที่แสดงออกมาได้สมจริงที่สุด มากกว่าโปรเจคเตอร์ยุคแรกๆ
2.มีความง่ายต่อการใช้งาน ไม่จำเป็นต้องติดตั้งให้ยุ่งยาก มีระบบตั้งค่ามาในตัวของมันเอง ซึ่งเราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งช่างเทคนิคคอยปรับตั้งให้เหมือนโปรเจคเตอร์ในยุคก่อนๆ พร้อมทั้งมีขนาดที่เหมาะสมต่อการใช้งานให้เลือกใช้มากมาย
3.มีการเสริมฟังก์ชั่นใหม่ๆมากมาย เช่น สามารถเชื่อมต่อผ่าน wireless เชื่อมต่อผ่านคอมพิวเตอร์ Notebook หรือ PC ได้ง่าย โดยไม่ต้องพึ่งพาสาย Cable เหมือนเมื่อก่อน รวมทั้งเทคโนโลยีเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ Smartphone รุ่นใหม่ๆด้วย ทำให้สามารถนำเสนอสื่อความบันเทิงต่างๆอย่างสะดวกสบายที่สุด

แต่ทั้งนี้เอง ทั้งโปรเจคเตอร์และจอทีวี นั้นต่างก็มีข้อดีและข้อด้อยของมันอยู่ในตัว ซึ่งเมื่อกล่าวถึงข้อดีของทีวีที่ทำได้ดีกว่าเครื่องโปรเจคเตอร์นั้น เช่น
1.มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงกว่า ซึ่งการติดตั้งทีวีกับโปรเจคเตอร์นั้น หากพูดถึงการติดตั้งทีวีก็เพียงแค่วาง เสียบสายเคเบิ้ลต่างๆ เสียบปลั๊ก ใช้งาน เสร็จสิ้น ส่วนโปรเจกเตอร์นั้นการติดตั้งเราต้องคำนวณระยะฉาย เพื่อให้ได้ขนาดภาพที่เราต้องการ ติดตั้ง เซ็ตอัพ Keystone ปรับสูงตํ่า และต้องมีจอรับภาพเพื่อให้การแสดงภาพที่สมบูรณ์ที่สุด
2. สู้แสงได้ดีกว่าโปรเจคเตอร์ เพราะมีความสว่างมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นที่มืดหรือที่สว่างนั้น ก็ไม่ลดคุณภาพของการแสดงภาพที่ออกมา คุณสามารถดูที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องนอน แม้แต่แขวนในที่สาธารณะ ตามสถานีรถไฟฟ้า หรือโรงอาหาร คนก็สามารถดูกันหลายๆคนได้ ซึ่งต่างจากโปรเจคเตอร์ที่ต้องอาศัยการติดตั้งเพื่อฉายในที่แสงน้อย หรือห้องมืดอย่างโฮมเธียเตอร์ เพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์ และยังมี HDR ที่สูงกว่าโปรเจคเตอร์ ซึ่งสีที่ออกมานั้นเจิดจรัสกว่าเครื่องโปรเจคเตอร์ ซึ่งในทีวีรุ่นใหม่ๆ ณ เวลานี้ จอทีวีก็ยังคงแสดงผลภาพแบบ HDR ได้เร้าใจกว่าโปรเจคเตอร์
3.อายุการใช้งานที่ยืดยาวกว่า ซึ่งในอดีตนั้น จอ LCD TV จะมีอายุการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60,000 ชั่วโมง ส่วนทีวี LED ในยุคปัจจุบันจะใช้แสงจากหลอด LED แทนหลอด LCD สำหรับหลอดแบบ CCFL กับ OLED TV ก็จะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 20,000 – 30,000 ชั่วโมงขึ้นไป ส่วน Plasma TV ทีวีสำหรับคนรักการดูหนัง จะมีอายุอยู่ที่ 100,000 ชั่วโมงขึ้นไป แต่โปรเจคเตอร์ส่วนมากอายุหลอดภาพก็จะอยู่ประมาณแค่ 2,000 – 7,000 ชั่วโมงเท่านั้น หากหลอดภาพหมดอายุจำเป็นต้องเสียเงินเพื่อซื้อหลอดภาพใหม่ และในปัจจุบันนั้นก็มีการพัฒนาเป็น Laser Projector ซึ่งมีความสว่างสูง และอายุการใช้งานหลอดภาพที่ยาวนานกว่าถึง 20,000 ชั่วโมงเป็นต้นไป ส่วนราคานั้นก็มีให้เลือกตั้งแต่หลักหมื่นปลายๆถึงราคาหลายแสนตามลำดับ
ส่วนข้อดีของโปรเจคเตอร์ที่ทำได้ดีกว่าจอทีวีนั้นก็มีไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้นก็ยังคงมีผู้คนจำนวนมากที่ต้องการใช้งานโปรเจคเตอร์มากกว่า

1.ฉายได้ภาพขนาดใหญ่มากกว่าจอทีวี ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่าโปรเจคเตอร์นั้นสามารถทำให้เราได้อรรถรสในการรับชมเทียบเท่ากับโรงฉายภาพยนต์ใหญ่ๆได้สบายเลย ส่วนโรงภาพยนตร์ที่เราเห็นทั่วๆไปนั้น ที่แท้จริงไม่ใช่จอทีวี แต่เป็นเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ความละเอียดระดับ 4K ซึ่งราคานั้นก็อยู่ที่หลักสิบล้านบาทขึ้นไปเลยทีเดียว แต่โปรเจคเตอร์ที่มีขายอยู่ในท้องตลาดทั่วไป ก็มีที่ให้ความละเอียดถึงระดับ 4K อยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งก็มีให้เลือกมากมายหลายรุ่นหลายยี่ห้อ ทำให้เราเสมือนว่ามีโรงภาพยนต์โฮมเธียเตอร์อยู่ในที่พักอาศัยของเราเลย มีการแสดงผลภาพและสีค่อนข้างใกล้เคียงกับโรงภาพยนต์ ทำให้เราได้รับอรรถรสในการรับชมภาพยนต์ได้อย่างเต็มที่ และนี่คือสิ่งที่หลายๆคนชอบและเลือกที่จะซื้อโปรเจคเตอร์มากกว่าจอทีวี
2.ได้ภาพเคลื่อนไหวที่ชัดเจน ให้อัตราการเคลื่อนไหวของภาพวิดีโอที่เป็นเลิศกว่าจอทีวีอย่างแน่นอน มีความไหลลื่นมาก มีความเป็นธรรมชาติมาก มีการกระตุกน้อยกว่ามาก ยิ่งถ้าความละเอียดไม่มาก ในระดับ Full HD หรือต่ำกว่านั้น ซึ่งการประมวลผลไม่หนักหน่วงมาก ก็มักจะแสดงภาพเคลื่อนไหวได้ดีมากกว่าจอทีวี ซึ่งจอทีวีรุ่นระดับเริ่มต้นหรือระดับกลางก็ยังให้ภาพเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติไม่ได้ เรื่องของการแสดงภาพก็อยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้ แต่ก็ต้องมีตัวช่วยในการปรับโหมด Frame Rate เช่นกัน ซึ่งต่อให้เป็นทีวีรุ่นใหม่ๆอย่าง Plasma TV ก็ยังไม่สามารถเทียบโปรเจคเตอร์ได้เลย
3.ถนอมสายตามากกว่า ซึ่งโปรเจคเตอร์ส่วนใหญ่ที่เป็นตัว Home นั้น แสงจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 2,000 Ansi Lumens เท่านั้น ซึ่งมีความสว่างน้อย จึงทำให้เราดูภาพยนตร์ได้ต่อเนื่องยาวๆได้อย่างสบายตา ซึ่งต่างจากจอ LCD LED TV ตรงที่จอเหล่านี้แสงจะยิงมายังสายตาของผู้รับชมโดยตรง ซึ่งเมื่อดูนานๆหรือจ้องมองนานๆ ก็จะทำให้ปวดตาและเสียสุขภาพตาได้
4.ได้จอใหญ่ในราคาเบาๆ โปรเจคเตอร์สามารถสร้างจอใหญ่ได้เป็นร้อยๆนิ้ว ซึ่งหากซื้อทีวีจอใหญ่สักร้อยนิ้วก็ต้องเสียเงินถึงหลายแสนบาท หากมีงบมากมายขนาดนั้น การติดตั้งโปรเจคเตอร์ ก็จะถือเป็นทางเลือกที่ดีกว่า และมีหลายราคาให้เราได้เลือกซื้อ
ดังนั้นไม่วาจะเป็นจอทีวีหรือโปรเจคเตอร์ ทั้ง 2 แบบต่างก็มีทั้งข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป หากท่านกำลังตัดสินใจในการเลือกซื้อระหว่างโปรเจคเตอร์หรือจอทีวี ก็อยู่ที่ความพึงพอใจของท่าน หวังว่าบทความนี้จะช่วยในการตัดสินใจของท่านได้ค่ะ
อ้างอิงข้อมูลโดย www.techtalkthai.com , www.lcdtvthailand.com
