ปัจจุบัน มีโปรเจคเตอร์หลากหลายรูปแบบให้เราเลือกใช้งานอยู่มากมายในปัจจุบัน สำหรับคนที่ใช้งานอยู่เป็นประจำอาจจะไม่มีปัญหาในเรื่องการเลือกใช้เครื่องโปรเจคเตอร์ แต่สำหรับคนที่ไม่เคยใช้เครื่องโปรเจคเตอร์นั้นอาจจะเจอปัญหา ว่าจะซื้อเครื่องโปรเจคเตอร์อย่างไรให้ตรงตามความต้องการในการใช้งานของตัวเอง โดยเราสามารถแบ่งลักษณะของโปรเจคเตอร์ได้เป็นหัวข้อหลักๆดังนี้

ประเภทของโปรเจคเตอร์

Portable Projector เป็นโปรเจคเตอร์พกพา เป็นโปรเจคเตอร์ขนาดเล็ก มีน้ำหนักเบา ใช้งานหลากหลายพื้นที่ ส่วนใหญ่จะเป็นโปรเจคเตอร์ที่สเป็กต่ำไปจนถึงสเป็กระดับกลาง

Smart Projector เป็นโปรเจคเตอร์ทั่วๆไป น้ำหนักโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2-3 กิโลกรัม ใช้งานได้ทั้งแบบวางบนโต๊ะ หรือแขวนกับเพดานก็ได้

Short Throw Projector เป็นโปรเจคเตอร์ระยะฉายสั้น เป็นโปรเจคเตอร์ที่มีระยะฉายสั้นกว่าโปรเจคเตอร์ทั่วๆไป เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีจำกัด

Interactive Projector เป็นโปรเจคเตอร์ที่สามารถทำการโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้ หรือโปรเจคเตอร์เขียนได้ นั่นเอง เป็นโปรเจคเตอร์ที่เพิ่มความสามารถในการนำเสนอให้สูงขึ้น เหมาะกับการใช้ Presentation หรือใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน

คุณสมบัติพิเศษของแต่ละรุ่น

โปรเจคเตอร์นั้นยังมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆของแต่ละรุ่นที่เพิ่มเข้ามา ดังนี้

โปรเจคเตอร์ 3มิติ ในโปรเจคเตอร์หลายๆรุ่น มักจะมี 3D Mode ที่สามารถฉายภาพ 3มิติ ใช้งานควบคู่กับแว่น 3 มิติ เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชมหากท่านใดต้องการใช้งานฟังก์ชั่นนี้ โปรดตรวจสอบโปรเจคเตอร์รุ่นที่ต้องการซื้อให้แน่ใจก่อนว่าสามารถฉายภาพ 3 มิติได้หรือไม่

Wireless Connection เราสามารถเชื่อมต่อสัญญาณภาพจากโทรศัพท์มือถือโดยใช้อุปกรณ์ที่ชื่อว่า “Wireless Dongle” ที่เป็นตัวแปลงสัญญาณโดยต่อเข้ากับเครื่องโปรเจคเตอร์ และเชื่อมต่อ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อผ่าน application หรือระบบ Screen Mirroring ก็ตาม ทำให้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น

Specification เป็นที่แน่นอนว่าปัจจัยหลักในการเลือกใช้งานหรือซื้อโปรเจคเตอร์นั่นขึ้นอยู่กับสเป็กของแต่ละรุ่น หลักการทั่วไปในการเลือกใช้งานโปรเจคเตอร์ตามสเป็กเป็นลักษณะดังนี้

ความสว่างของหลอดภาพ หรือ “Brightness” เป็นตัวเลือกสำคัญในการใช้งานหรือซื้อโปรเจคเตอร์ เพราะในแต่  พื้นที่จะมีแสงสว่างไม่เท่ากัน

ความละเอียดของภาพ หรือ “Resolution” เป็นสั่งที่บ่งบอกว่าเราสามารถฉายภาพออกมาได้ภาพคมชัดในขนาดจอที่ใหญ่ได้ขนาดไหน มีให้เลือกดังนี้                                                                                                                                              • 800 x 600 (SVGA) (4:3)
• 1024 x 768 (XGA) (4:3)
• 1280 x 800 (WXGA) (16:10)
• 1920 x 1080 (Full HD) (16:9)
• 3840 x 2160 (UHD หรือ 4K) (16:9)

อายุการใช้งานของหลอดภาพ เนื่องจากโปรเจคเตอร์ไม่เหมือนกับทีวีที่สามารถใช้งานได้ยาวนานและต่อเนื่อง แต่ได้ความสามารถที่ดีกว่าในด้านของความกว้างของหน้าจอโปรเจคเตอร์จึงมีอายุของหลอดภาพที่สั้นกว่าทีวี

 ช่องเชื่อมต่อสัญญาณ

Port ต่างๆนั้นก็มีผลต่อการเลือกซื้อเช่นกัน หากท่านต้องการต่อสัญญาณภาพเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็อาจจะต้องใช้ Port VGA หรือ Port HDMI หรือบางท่านอยากใช้ Wireless Dongle แต่โปรเจคเตอร์รุ่นนั้นไม่ช่อง USB ทำให้ต้องหา adaptor มาต่อใช้ไฟเพิ่ม ยุ่งยากไปอีก อย่าลืมตรวจสอบช่องสัญญาณตามความต้องการให้ดีก่อนซื้อทุกครั้งนะครับ

Speaker

ลำโพงเป็นอีกหนึ่งตัวสำคัญ บางห้องที่ต้องการติดตั้งแบบถาวรอาจจะมีการต่อลำโพงไว้ในห้องทำให้ลำโพงในตัวเครื่องไม่มีความจำเป็น แต่หากเราไม่มีลำโพงแยกต่างหาก และต้องการใช้เสียง Speaker Built-in ก็สามารถช่วยท่านได้เช่นกัน

สรุป

เพื่อให้ท่านได้ลองพิจรณาดูว่าต้องการใช้งานในลักษณะใดเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายลง บางรุ่นอาจะมีที่เราต้องการเกือบทั้งหมด แต่มีบางอย่างเพิ่มขึ้นมาทำให้ราคาสูงขึ้นมาอีกนิดหน่อย ซึ่งอาจจะไม่ได้ตรงใจเราไปทุกอย่าง หรือาจจะได้ตรงตามที่ต้องการทุกอย่างเลยก็ได้ ท้ายนี้ขอให้ทุกท่านได้เลือกซื้อหรือใช้งานโปรเจคเตอร์ได้อย่างถูกต้องตรงความต้องการและลักษณะของการใช้งานนะครับ

Content feed by: [email protected] Compile by: saichon yotharsiri

ร้านโปรเจคเตอร์ 108 อาคารฟอร์จูนทาวน์ ชั้น 4 ห้อง 4E74 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400
http://www.projector108shop.com
โทร 02-642-0433-4 // 086-318-2576

ใส่ความเห็น