
HDR (High Dynamic Range) คือเทคโนโลยีที่จะช่วยพัฒนาช่องว่างของสีเพื่อที่จะทำให้ภาพแสดงโทนสีได้มากขึ้นไปตามคอนเทนต์ที่มีความละเอียดเพิ่มขึ้นจากเดิม Full HD (1080p) มาเป็นความละเอียด 4K เมื่อกล่าวถึงคอนเทนต์ 4K นั้นก็บอกได้เลยว่ามีอัตราการเพิ่มขึ้นของคอนเทนต์ที่สูงขึ้นอย่างที่จะเห็นได้จากแผ่นบลูเรย์และเว็บไซต์ต่างๆที่มีคอนเทนต์แบบ 4K มาให้ได้รับชมกันแล้ว ในปัจจุบัน HDR ถูกยกให้เป็นปัจจัยลำดับต้นๆของภาพฉายที่ออกจากโปรเจคเตอร์ อันเนื่องมาจาก HDR นั้นส่งผลโดยตรงกับคอนทราสต์ ความสว่างของภาพและค่าความลึกสี ทั้งสามอย่างนี้มีส่วนสำคัญอย่างมากหากต้องการคุณภาพของภาพที่ดีที่สุด เทคโนโลยี HDR ที่พัฒนาขึ้นนี้จะส่งผลกับเม็ดพิกเซลของภาพ ทำให้ภาพโดยรวมนั้นสามารถแสดงค่าสีได้กว้างขึ้นและสามารถแสดงรายละเอียดต่างๆในฉากมืดของภาพ ส่วนในฉากสว่างนั้นจะให้ภาพที่มีสีสันสมจริง

โปรเจคเตอร์ที่มีความละเอียดสูงมากเท่าไหร่ก็ทำให้ภาพคมชัดมากขึ้นเท่านั้นเนื่องจากจำนวนพิกเซลที่เพิ่มขึ้น แต่การมาถึงของเทคโนโลยี HDR ซึ่งมีแนวโน้มที่จะถูกพัฒนาไปอีกนั้นจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม ทั้ง HDR และ 4K นั้นถือเป็นอีกหนึ่งก้าวย่างสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงกระแสของการชมภาพยนตร์ภายในบ้านให้มีอรรถรสยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีเดิม โดยปกติแล้วเทคโนโลยี HDR มักจะมาคู่กับความละเอียดระดับ 4K ซึ่งเป็นความละเอียดของหน้าจอสูงสุดในตลาดโปรเจคเตอร์หรือจอมอนิเตอร์ในปัจจุบัน ความละเอียดระดับ 4K Native (4096 x 2160 พิกเซล) หรือ 4K UHD (3860 x 2160 พิกเซล) นั้นเมื่อเปรียบเทียบกับความละเอียด Full HD (1920 x1080 พิกเซล) นั้นจะมีจำนวนของพิกเซลที่มากกว่าประมาณ 4 เท่า ทั้งนี้ระบบ HDR นั้นในตลาดจะมีหลักๆ 4 ระบบ

เริ่มจาก HDR10 ซึ่งเป็นมาตรฐานของเทคโนโลยี HDR ที่พบได้แพร่หลายมากที่สุดในปัจจุบันนี้ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของผู้ผลิตฮาร์ดแวร์แบรนด์ดังระดับโลก ปัจจุบันผู้ผลิตคอนเทนต์ต่างๆนั้นได้กำหนดให้ HDR10 เป็นมาตรฐานกลางกับธุรกิจของตัวเอง ในส่วนของประสิทธิภาพHDR10 นั้นสามารถเข้ารหัสข้อมูลของสีได้ที่ 10 บิตและตัวอุปกรณ์ต้องรองรับ HDMI 2.0a

Dolby Vision นั้นเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานที่ถูกพัฒนาขึ้นมา ระบบนี้สามารถเข้ารหัสข้อมูลได้มากขึ้นที่ 12 บิตซึ่งทำให้ค่าสีที่แสดงผลนั้นมีช่วงที่กว้างและลึกขึ้น นอกจากนี้ Dolby Vision ยังใช้วิธีการเข้ารหัสแบบ Dynamic โดยหลักการคืออาศัยการเข้ารหัสข้อมูลและประมวลผลแบบอ้างอิงฉากต่อฉากหรืออาจจะละเอียดถึง “เฟรมต่อเฟรม” ในขณะที่แบบ HDR10 นั้นจะใช้การเข้ารหัสแบบองค์รวม ดังนั้นภาพที่เราเห็นจาก Dolby Vision จึงมีสีสันที่สวยกว่าสามารถแสดงความต่างของแสงสีได้มากกว่าแบบ HDR10

อย่างไรก็ตามด้วยข้อจำกัดของ HDR10 นี้เอง เทคโนโลยีภาพชนิดใหม่จึงได้ถูกพัฒนาขึ้นมาจาก HDR10 เพื่อแข่งขันกับ Dolby Vision ในชื่อว่า HDR10+ เทคโนโลยี HDR10+ นั้นถูกพัฒนาขึ้นโดย Samsung ระบบ HDR10+ นี้จะใช้หลักการเข้ารหัสแบบ Dynamic แบบเดียวกับ Dolby Vision เพื่อให้ได้คุณภาพของสีสันที่ดีขึ้นทำให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนในฉากมืด และรายละเอียดของภาพที่ปรากฏในส่วนสว่างของภาพที่ดีขึ้น

ในส่วนของมาตรฐาน HDR นั้นยังมีอีกหนึ่งชนิดที่เรียกว่า HLG (Hybrid Log Gamma) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่คิดค้นขึ้นโดยการร่วมมือกันระหว่าง BBC ของอังกฤษและ NHK ของญี่ปุ่นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงผลแบบ HDR ได้ภายใต้แบนด์วิดธ์ที่มีจำกัด เนื่องด้วยระบบนี้เป็นการนำมาตรฐาน SDR และ HDR เข้ามารวมกันทำให้สามารถแสดงผลในโหมดปกติและแบบ HDR ได้โดยขึ้นอยู่กับจอแสดงผลว่ารองรับ HDR หรือไม่

ถ้าจะถามว่า HDR แบบไหนดีที่สุดนั้น แต่ละมาตรฐานต่างก็มีข้อดีของตัวเอง ในทางทฤษฎีแล้ว Dolby Vision จะให้ภาพที่ดีที่สุดเนื่องจากใช้การเข้ารหัสข้อมูลมากกว่ามาตรฐานอื่นทำให้ได้ค่าสีทึ่ถูกต้องมากกว่า แต่ก็แลกมาด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรวมถึงค่าลิขสิทธิ์ที่แพงกว่า อย่างไรก็ตามอุปกรณ์แสดงผลทั้งโปรเจคเตอร์และจอโทรทัศน์รวมถึงคอนเทนต์ส่วนใหญ่ในตลาดนั้นจะรองรับ HDR10 และ HDR10+ มากกว่าเนื่องจากไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ในการนำไปใช้จึงเป็นที่แพร่หลายอย่างที่เราเห็นว่าในส่วนของโทรทัศน์นั้นมีระบบ HDR ทั้งแบบ HDR10, HDR10+, Dolby Vision รวมถึง HLG แต่ในโปรเจคเตอร์ส่วนใหญ่จะใช้ HDR แบบ HDR10 ซึ่งคงต้องรอต่อไปที่ HDR ในแบบอื่นจะเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น
Credit: https://www.projectorpeople.com/resources/what-is-hdr.asp
